จ้างโรงงาน OEM ผลิตสินค้า ระวังความเสี่ยงภาษีย้อนหลังจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย

การเริ่มทำธุรกิจและสร้างแบรนด์ของตนเองในปัจจุบันนิยมใช้รูปแบบการจ้างโรงงาน OEM (Original Equipment Manufacturer) เพื่อผลิตสินค้า เนื่องจากช่วยลดภาระด้านการลงทุนในเครื่องจักรและการตั้งไลน์ผลิต ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มธุรกิจได้เร็วและควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้ประกอบการมักมองข้ามคือ “การจ้าง OEM” ไม่ได้มีสถานะทางภาษีเหมือนกันทุกกรณี และในบางรูปแบบอาจเข้าข่ายต้อง “หักภาษี ณ ที่จ่าย” หากไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง อาจเกิดความเสี่ยงถูกเรียกตรวจและประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อมเงินเพิ่มได้

บทความนี้สรุปแนวคิดสำคัญเพื่อช่วยแยกแยะว่าในทางภาษีควรจัดเป็น “ซื้อสินค้า” หรือ “จ้างทำของ” และควรบริหารความเสี่ยงอย่างไร


1) แยกให้ชัด: “ซื้อสินค้า” กับ “จ้างทำของ” ต่างกันอย่างไร

การสั่งผลิตสินค้ากับ OEM ในทางภาษีโดยหลักมักพบได้ 2 ลักษณะสำคัญ ได้แก่

  1. การซื้อสินค้า
  2. การจ้างทำของ

แม้ในทางธุรกิจจะดูคล้ายกัน (คือสั่งผลิตเพื่อได้สินค้าสำเร็จรูป) แต่ในเชิงภาษี “ผลทางภาษี” อาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย


2) กรณีที่ 1: การซื้อสินค้า (OEM จัดหาวัตถุดิบเอง)

หากผู้ประกอบการสั่งผลิตสินค้าโดย ให้โรงงาน OEM เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบเอง ผู้ประกอบการเพียงกำหนดแบบสินค้า สเปก หรือมาตรฐานที่ต้องการ เช่น

  • ต้องการทำแบรนด์เสื้อผ้าและสั่งโรงงานตัดเย็บ โดยโรงงานจัดหาผ้าและวัสดุทั้งหมดเองตามสเปกที่กำหนด

โดยลักษณะนี้โดยทั่วไปจะถูกมองเป็น การซื้อสินค้า มากกว่า “การจ้างทำของ”


3) กรณีที่ 2: การจ้างทำของ (ผู้ประกอบการจัดหาวัตถุดิบเอง)

หากผู้ประกอบการเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลักเอง แล้วส่งให้โรงงานทำเฉพาะขั้นตอนการผลิต/แปรรูป/ประกอบ และมีการเรียกเก็บเป็น “ค่าแรง” หรือ “ค่าบริการผลิต” เช่น

  • ผู้ประกอบการซื้อผ้ามาเอง แล้วส่งให้โรงงานตัดเย็บตามแบบ โดยโรงงานคิดเฉพาะค่าตัดเย็บ

โดยลักษณะนี้มักเข้าข่าย การจ้างทำของ ซึ่งในมุมมองทางภาษีมีความใกล้เคียงกับ “การให้บริการ” มากกว่าการขายสินค้า


4) ประเด็นสำคัญ: ถ้าเข้าข่าย “จ้างทำของ” อาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%

หากรายการจ่ายเข้าลักษณะ “จ้างทำของ” โดยหลักผู้จ่ายเงิน (ผู้ประกอบการ/บริษัท) อาจมีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% และนำส่งภาษีต่อกรมสรรพากรตามรอบเดือนที่มีการจ่ายเงิน

ความเสี่ยงของประเด็นนี้คือ หากผู้จ่ายไม่หักและไม่นำส่ง กรมสรรพากรสามารถเรียกให้ชำระย้อนหลังได้ และโดยทั่วไปจะมี เงินเพิ่ม (ลักษณะคล้ายดอกเบี้ย) 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ค้างชำระ


5) ตัวอย่างผลกระทบเมื่อถูกเรียกย้อนหลัง

สมมติบริษัทจ่ายค่าแรงผลิต (เข้าข่ายจ้างทำของ) เดือนธันวาคม 2567 จำนวน 100,000 บาท

  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% = 3,000 บาท
    หากไม่นำส่งจนถึงเดือนธันวาคม 2568 (12 เดือน)
  • เงินเพิ่ม = 3,000 × 1.5% × 12 = 540 บาท

ตัวเลขในตัวอย่างอาจดูไม่สูงเมื่อเป็น “รายการเดียว” แต่ในความเป็นจริง ประเด็นนี้มักถูกตรวจพบในช่วงที่มีการตรวจสอบภาษี หรือช่วงเลิกกิจการ ซึ่งอาจเป็นระยะเวลาหลายปี และรายการจ่ายมักเกิดซ้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้นทุนหลักคือค่าโรงงานผลิต ส่งผลให้ภาระเงินเพิ่มสะสมจนมีนัยสำคัญ และรวมกันแล้วอาจสูงถึงระดับหลักแสนหรือหลักล้านบาทได้


6) แนวทางบริหารความเสี่ยงที่แนะนำ

เพื่อป้องกันความเสี่ยงภาษีย้อนหลังจากการจ้าง OEM ควรดำเนินการเชิงป้องกันดังนี้

  • ตรวจสอบโครงสร้างธุรกรรมตั้งแต่ต้น ว่าเป็น “ซื้อสินค้า” หรือ “จ้างทำของ”
  • ทบทวนเอกสารประกอบ เช่น ใบเสนอราคา สัญญาจ้าง ใบสั่งผลิต ใบแจ้งหนี้ ว่าเนื้อหาและรูปแบบสอดคล้องกับลักษณะธุรกรรมจริง
  • หากเข้าข่าย “จ้างทำของ” ควร เจรจาและกำหนดเงื่อนไขกับผู้รับจ้างให้ชัดเจน ว่าจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อให้การตั้งราคาหรือการรับชำระเงินสะท้อนข้อเท็จจริงทางภาษี
  • จัดทำกระบวนการภายในให้สามารถ หักและนำส่งภาษีได้สม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงสะสม

สรุป

การจ้าง OEM ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ “ลักษณะของธุรกรรม” อาจทำให้หน้าที่ทางภาษีต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการจัดหาวัตถุดิบเอง ซึ่งมักเข้าลักษณะ “จ้างทำของ” และอาจต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หากละเลยอาจถูกเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มได้